เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๓o เม.ย. ๒๕๔๖

 

เทศน์เช้า วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๖
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

ณ วัดสันติธรรมาราม ต.คลองตาคต อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

วันนี้วันพระ วันพระคนเยอะจะพูดอะไรให้ฟังหน่อยหนึ่ง เพราะมาแล้วไง

เวลาทำบุญกุศลเป็นทาน เห็นไหม ทานสละออกที่ใจ เราสละออกไปเป็นวัตถุ มันสละออกได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต แต่มันต้องอาศัยสิ่งที่มีชีวิต เห็นไหม ชีวิตนี้ความเกิดความตาย เวลาเราเกิดขึ้นมา เราไม่รู้สึกตัวหรอก เวลาเกิดมาเราเป็นเด็ก แล้วเราเกิดขึ้นมาเพราะจิตมันพาเกิด เราไม่รู้สึกตัวเราต้องพาเกิด

แต่กรรมมันมีอยู่ในหัวใจ มันต้องขับเคลื่อนไปตามธรรมชาติของมัน มันเป็นสสาร มันเป็นธาตุรู้อันหนึ่งที่จะต้องขับเคลื่อนไปตามธรรมชาติอันนั้น ถ้ามีกรรมดีก็เกิดในสถานะที่ดี กรรมชั่วเกิดในสถานะที่ชั่ว กรรมชั่วหมายถึงเกิดในนรกอเวจี เกิดในที่ต่างๆ กรรมดีเกิดบนสวรรค์

แต่กรรมเป็นกลางๆ เกิดเป็นมนุษย์ เห็นไหม กรรมเป็นกลางๆ กลางตั้งแต่การเกิดเป็นมนุษย์ แล้วก็กลางของเรา คือว่าเราจะใช้ชีวิตอย่างไร นี่มันเป็นอิสรภาพของเรา เราจะใช้ชีวิตอย่างไรก็ได้ตามแต่เราปรารถนา แต่ตามปรารถนาของใคร

ถ้าตามปรารถนาของกิเลส มันก็ใช้ชีวิตไปตามประสาโลกของมัน ถ้าตามประสาโลก ใช้ชีวิตไปตามประสาโลก คนมีบุญกุศลนะ มันมีบุญมามันก็ประสบความสำเร็จ มันพอจะดำรงชีวิตไป บางคนแสนทุกข์แสนยากแล้วทุกข์ยากตามอำนาจของกิเลสมันขับไสไปก็ไม่รู้จักสิ่งใดนะ ไม่รู้จักไง ไม่เคยปรารถนา ไม่เคยเข้าใจเรื่องของวันพระวันโกน

วันพระวันหยุดนะ วันหยุด หยุดเพื่ออะไร? หยุดเพื่อให้หัวใจได้พักผ่อน หยุดเพื่อดูใจของตัว วันธรรมดานี่มันก้าวเดินตามหน้าที่การงาน มันต้องใช้พลังงานขับไสออกไป จิตมันต้องทำงานเต็มที่ของมันตามประสานั้น แล้วมันหยุดไม่ได้เพราะมันไม่รู้จักวันหยุด เสาร์อาทิตย์เป็นวันหยุดของทางราชการเขา หยุดทางราชการใจมันก็ไม่เคยหยุด

แต่วันพระ เห็นไหม ให้ถืออุโบสถศีล อุโบสถศีลคือศีล ๘ ไง รักษาศีลให้ศีลมันรักษาใจของมัน มันมีขอบมีเขตของมันขึ้นมาแล้วพยายามภาวนาพุทโธ พุทโธเพื่อหยุดใจให้ได้ ถ้าเราหยุดใจของเราได้

วันพระ... วันพระวันหยุดใจ วันเติมเชื้อเพลิง วันเติมบุญกุศลให้ใจ ใจมีบุญกุศลขึ้นไป มันจะพออาศัยมันไปได้ เวลามันทุกข์มันยาก มันไม่มีที่พึ่งอาศัย มันไม่เข้าใจ มันไม่มีสิ่งที่อาศัยได้ เรื่องของโลกเขาเป็นเรื่องของไฟ เรื่องของอำนาจ เห็นไหม คนเราต้องการอำนาจ ต้องการสิ่งต่างๆ อำนาจมันเข้าไปกอดในกองไฟทั้งนั้นเลยเพราะมีอำนาจ

พระในสมัยพุทธกาลเป็นกษัตริย์ มีอำนาจมาก แล้วตอนหลังออกมาประพฤติปฏิบัติ ออกมาบวช พอบวชประพฤติปฏิบัติไปสำเร็จนะ บอกว่า “สุขหนอ สุขหนอ” จนพระเขาถามว่า “สุขหนอเพราะอะไร?”

บอกว่า “เพราะเคยเป็นกษัตริย์มา เวลาจะนอนก็มีความหวาดระแวงไปตลอด เวลาจะนอนเวลาจะทำอะไร มีแต่ความหวาดระแวง ไม่มีความสุขเลยในชีวิตของการเป็นกษัตริย์ แต่เวลามาประพฤติปฏิบัติ มาบวชเป็นพระ อยู่โคนไม้ มันไม่ต้องระแวงสิ่งใด ไม่มีใครมาแย่งชิงสิ่งใดๆ ของเรา”

นั้นพระที่ประพฤติปฏิบัติอยู่โคนไม้ รุกฺขมูล เสนาสนํ การประพฤติปฏิบัตินี่อยู่โคนไม้มันมีความสุข สุขเพราะทำใจได้ด้วย ถ้าสุขทำใจไม่ได้ อาศัยสิ่งนั้นเป็นธรรมชาติไง เป็นธรรมชาติ สิ่งที่เป็นธรรมชาติ สิ่งที่ไม่ให้ใจนี้เกาะเกี่ยวไป มันเป็นสิ่งที่ยึดเป็นของเราไม่ได้ ธรรมชาติมันแปรสภาพไป

แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้อยู่ ๘ เดือน เห็นไหม หน้าฝนไม่ให้อยู่โคนไม้ อยู่โคนไม้ไม่ได้เพราะฝนมันตก ต้องให้อยู่ที่มุงที่บัง แต่เวลาธุดงควัตรทุกข้อให้ประพฤติปฏิบัติได้หมด เว้นไว้แต่ข้อนี้ให้อยู่ได้ ๘ เดือน เพราะมันเป็นธรรมชาติ มันเป็นสิ่งที่ว่ามันแปรสภาพไปตามสภาพของมัน เราอาศัยมัน

ชีวิตนี้ก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง การเกิดขึ้นมาเกิดมาเพราะธรรมชาติ ใจนี้เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง เป็นสสารอันหนึ่ง มันหมุนไป มันถึงไม่มีวันตายไง ไม่มีวันจบสิ้นนะ การเกิดและการตายในศาสนาไม่มีวันจบสิ้น เพราะมันยืนยันได้ในบุพเพนิวาสานุสติญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สาวไปอดีตชาติไม่มีที่สิ้นสุด แล้วก็เกิดตายเกิดตาย จุตูปปาตญาณก็ไม่มีที่สิ้นสุด จะต้องเกิดอีกเพราะมันมีพลังงานของมัน พลังงานตัวนี้ต้องเป็นไปตามสภาวะของมัน

แต่พลังงานของบุญ เราทำบุญกุศล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า “ใช่อยู่ การประพฤติปฏิบัติไม่ถึงที่สิ้นสุด ในว่าพระอรหันต์นี่เราจะถึงที่สิ้นสุด อำนาจวาสนาของเราไม่ถึง แต่เราก็อาศัยเกาะเกี่ยว อาศัยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในศาสนาไง”

ผลประโยชน์ในศาสนาว่าทำบุญกุศล ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เราพยายามทำดีของเรา เวลาจิตมันต้องการทำตามอำนาจของมัน ทำชั่วเราไม่รู้ว่ามันเป็นความชั่วหรอก เราทำตามความพอใจของเรา กิเลสคือความที่ว่ามีอำนาจเหนือใจ มันขับไสให้ใจทำไป ใจปรารถนาสิ่งใดก็หาสิ่งนั้นตามอำนาจของมัน แล้วหาตามอำนาจของมัน มันจะได้ตามความปรารถนา-ไม่ตามความปรารถนามันเป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่ตามความขับไสของใจ

นี่กิเลส คือจะได้หรือไม่ได้ยังไม่รู้เลย แต่มีตัณหาความทะยานอยากอยู่ แต่หน้าที่การงาน การประพฤติปฏิบัติของเรา หน้าที่การงานนั้นจะได้ไม่ได้อีกส่วนหนึ่ง แต่เหตุในการไง มันเป็นมรรคไง

มรรคกับตัณหาความทะยานอยากต่างกัน ตัณหาความทะยานอยากหวังแล้วไม่สมหวัง แต่ถ้าเป็นมัคคอริยสัจจัง มรรคคือความเพียรชอบ ตามความเพียรชอบมันเป็นความหวังอันหนึ่ง แต่มันเป็นมรรคเพราะอะไร?

เพราะมันมีเป้าหมายไง เป้าหมายนะ พุทธภูมิ ตั้งใจเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปรารถนาพุทธภูมิก็ต้องสร้างสมบารมีไปจนถึงที่สิ้นสุด ในการประพฤติปฏิบัติของเราก็เหมือนกัน เราถึงที่สิ้นสุดของทุกข์ไง ทุกข์นี่ให้มันสิ้นสุดได้ ให้มันจบกระบวนการของมันได้ ต้องใช้การประพฤติปฏิบัติ มันมีเป้าหมาย

แล้วเป้าหมายไปได้จริง เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ถึงทางก่อน ถึงที่สุดของการประพฤติปฏิบัติก่อน แล้ววางธรรมไว้ให้เราก้าวเดิน ผู้ที่ก้าวถึงตามทันก็มี ก้าวตามทันก็มี นี่มันปรารถนาแล้วมันมีความสมหวัง สมหวังเพราะมันมีที่สุดได้

แต่ในเรื่องตัณหาความทะยานอยากของกิเลสมันไม่มีที่สิ้นสุด เพราะสิ่งนั้นเป็นอนิจจัง สิ่งที่เป็นอนิจจัง เห็นไหม ปรมัตถธรรม ธรรมที่ถึงที่สุดแล้วไม่ใช่อนิจจัง มันเป็นสิ่งที่คงที่ เป็นอกุปปธรรม

แต่กับโลกนี้เป็นอนิจจังทั้งหมดเลย สภาวธรรมชาตินี้เป็นอนิจจัง สิ่งที่เป็นธรรมชาตินี้แปรสภาพตลอดแล้วเคลื่อนไหวไปตลอด แล้วมีจริง-ไม่มีจริง สิ่งที่มีจริงก็หมุนไปตามธรรมชาติ สิ่งนี้โลกเขาศึกษากันแล้วเขาก็เข้าใจกันว่าสิ่งนี้เป็นประโยชน์ แล้วตื่นเต้นไปกับความเป็นไปของมันนะ รู้ทฤษฎีต่างๆ ขึ้นมาจะตื่นเต้นไปกับมัน

แต่สิ่งที่เรารู้จากภายนอก เห็นไหม วิทยาศาสตร์ ความรู้ต่างๆ วิชาชีพต่างๆ นี่ไม่สามารถแก้กิเลสได้ การรู้ตนต่างหาก การรู้กายภายในต่างหาก การรู้สภาวะความเป็นจริงของกิเลส ของอวิชชาที่ความไม่เข้าใจของใจ ให้มันเป็นความเข้าใจของมันเข้ามา ให้มันเห็นสภาวะตามเป็นจริงของมันเข้ามา มันถึงต้องเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนกว่าไง

ความเห็นของเรา ความคิดของเรา เราคิดอยู่ของเราขนาดนี้ มันเป็นโลกียะ มันเป็นความเห็นของโลก สิ่งที่เป็นความเห็นของโลกมันเป็นอนิจจัง สิ่งที่ใครมีโอกาส ใครมีจังหวะที่ดีกว่า เขาต้องมีอำนาจเหนือกว่าเรา

สิ่งที่มีอำนาจเหนือกว่าเรา แต่สิ่งที่มีอำนาจ เห็นไหม ชีวิตของคนต้องตายไป ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า คนจะมีอำนาจขนาดไหนก็ต้องตายไป แต่ขณะที่มีอำนาจ เขาทำคุณงามความดีของเขาไว้ไหม? เขาทำความชั่วของเขาไว้ไหม? ทำความดีความชั่วอันนี้มันเป็นบุญกุศลไปกับใจดวงนั้น ถ้าใจดวงนั้นสร้างสมขึ้นมา มันถึงมีสภาวธรรม

ธรรมคือความเมตตาธรรมไง ความเมตตา ความกรุณาของใจ ความสงสารตัวเอง ถ้าเราทำความดี เห็นไหม การสละออกไปเช่นการให้ทาน เราให้ สิ่งที่ให้เกิดขึ้นมาจากเรา เราให้ขึ้นมา สิ่งที่ให้ออกไปเกิดจากเจตนา มันสะสมลงที่ใจ พอใจตายไปนี่เป็นทิพย์

สิ่งที่เป็นทิพย์คือว่ามันเป็นวิญญาณาหาร มันสะสมลงที่ใจ แต่สิ่งนี้มันก็เป็นอามิส สิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระทำทั้งหมด แต่สิ่งที่ว่าเป็นปรมัตถธรรม กิเลสมันเป็นนามธรรม สิ่งที่เป็นนามธรรมมันเป็นความคิดที่เหนือเรา สิ่งที่เหนือเรา เราจะหยุดมันได้อย่างไร?

ถ้าจะหยุด หยุดมันได้ เราต้องเห็นตัวตนมันก่อน สิ่งที่จะเห็นตัวตนของมันคือต้องทำความสงบของใจ ใจจะสงบเข้ามาได้ต้องมีสภาวะ มีคำบริกรรม มีอาการของใจ เงาแก้เงา

นี่เงาแก้เงา ความเห็นของใจ ความคิดของใจมันเกิดขึ้นมาใช้ความคิด ความคิดแก้ความคิด ความคิดอันหนึ่งเป็นความคิดของกิเลสหมุนออกไปเป็นเรื่องของกิเลส เป็นเรื่องของโลก หมุนออกไปตามความเห็นของเขา เป็นอำนาจขับไสเข้ามา

แต่สภาวธรรมนี่เราต้องฝืนไง เราเชื่อธรรม เราเชื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมา ธรรมที่ตรัสรู้ขึ้นมา นี่ไปศึกษา เห็นไหม ก่อนที่จะศึกษา ก่อนที่ตรัสรู้นี่ไปศึกษากับเขา ไปศึกษากับลัทธิต่างๆ เพื่อจะให้เห็นไง ให้เห็นให้เข้าใจตามสภาวะความเป็นจริง เขาสอนเข้าไป เขาสอนทำความสงบของใจเข้ามาแต่ไม่มีปัญญา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม ธรรมอันนี้ต้องอาศัยความสงบของใจ อาศัยสัมมาสมาธิ สมาธิของเรามีอยู่โดยปกติ มนุษย์ถ้าไม่มีสมาธิไม่มีสติเลยจะกลายเป็นคนบ้าคนเสียจริตไป คนที่เสียจริตเขาก็มีใจเหมือนเรา แต่เขาไม่มีสติยับยั้งความคิดของเขา เขาก็เสียสติไป

สิ่งที่เสียสติไปก็มีจิตมีความคิดเหมือนกัน แต่ความคิดนั้นน่าสลดสังเวชเพราะต้องเป็นไปตามสภาวะของกรรม แต่ความคิดของเรา คิดแบบโลกเขานี่มันคิดส่วนหนึ่ง มีสติ มีสมาธิอยู่ แต่สมาธินี้เป็นสมาธิของปุถุชน สมาธิของว่าเดินโสดาปัตติมรรค เห็นไหม โสดาปัตติมรรค พระอริยบุคคล สิ่งที่จะเป็นพระอริยบุคคลขึ้นมาเกิดจากมนุษย์เรานี่แหละ เกิดจากฆราวาสของเรา

วันพระ พระก็มาจากคน คนสละเพศออกมาก็เป็นเพศของพระ พระนี้โดยสมมุติ โดยสมมุติแล้วพยายามทำใจเข้ามา มันเป็นสมมุติทั้งหมด ใจก็เป็นสมมุติ ส่วนที่เป็นสมมุตินะ แต่มันมีความรับรู้อันหนึ่งที่ไม่เป็นสมมุติที่เป็นนิจจัง นิจจังคือว่าทุกข์มันก็เวียนไปตามทุกข์ หมุนไปตามทุกข์อย่างนั้นไม่มีวันที่สิ้นสุด

แต่ถ้ามันทำความสงบของใจ แล้วใช้ปัญญาแยกแยะกิเลส ฆ่ากิเลสออกมา มันถึงที่สุดของทุกข์ได้ ใจก็มีอยู่ เห็นไหม สิ่งนี้มันเป็นวิมุตติ ใจนี่มันสัมผัสได้ ทั้งเป็นได้สมมุติและเป็นที่วิมุตติ มันถึงมหัศจรรย์ไง

ถึงว่าเรื่องศาสนาสอนลงที่ใจ ใจในร่างกายของเรา ใจในความคิดของเราที่มันทุกข์ร้อนอยู่นี้ ใช้ความนี้ ใช้ความคิดของใจ ใช้สัมมาสมาธิย้อนกลับ ทวนกระแสกลับมา ถ้าสิ่งนี้ทวนกระแสกลับมาทำสัมมาสมาธิ ใช้คำบริกรรมเพราะมีความเชื่อ เพราะมีธรรมโดยสมมุติไปก่อน แล้วเป็นบัญญัติ

บัญญัติคือเราคิดมา พุทโธ พุทโธ พุทโธนี่ให้อยู่กับใจ ให้ใจพุทโธนี่ นึกพุทโธขึ้นมา อาหารเรากินเป็นครั้งเป็นคราวนะ แต่ใจที่มันเป็นอาหารของใจมันกินตลอดเวลา มันทุกข์นะ นอนอยู่ก็ทุกข์ เดินอยู่ก็ทุกข์ นั่งอยู่ก็ทุกข์ ถ้ามันทุกข์ขึ้นมา มันทุกข์ตลอดเวลา มันทุกข์ได้ตลอดเวลา

มันถึงต้องหาคำบริกรรมให้มันใช้ตลอดเวลาเพื่อพลิกแพลงกลับมาไง เพื่อพลิกแพลงกลับมาที่ว่ากิเลสมันเคยมีอำนาจเหนือใจ มันขับไสใจ ใจมันจะหมุนออกไปด้วยอำนาจของกิเลส ด้วยอำนาจของสิ่งที่เหนืออำนาจเหนือเรา คิดออกไปโดยที่เรายับยั้งไม่ได้

ใช้สติยับยั้งแล้วใช้คำบริกรรมเข้ามา ย้อนกลับเข้าทวนกระแสกลับมาๆ เพื่อจะให้เป็นใจขึ้นมา อันนี้มันเป็นสิ่งที่ว่าสัมมาสมาธิ มันเป็นสิ่งที่ตั้งมั่น มันเป็นสิ่งที่จับต้องได้ ถ้าจิตมันสงบขึ้นมา มันจับต้องได้ มันย้อนกลับขึ้นมาวิปัสสนาได้

ปัญญาอันนี้มันถึงว่าเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาอันนี้เกิดขึ้นมาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช้ปัญญานี้ใคร่ครวญเข้ามา ลัทธิต่างๆ เขาไม่ใช้ปัญญาอันนี้เพราะเขาไม่มีปัญญาอันนี้ไง เวลาจิตมันสงบเข้าไปมันเวิ้งว้าง มันมีความสงบมาก มีความสุขใจมาก เข้าใจว่าอันนั้นเป็นผล แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก “นั้นเป็นสมถธรรม”

สิ่งที่ทำความสงบของใจมันทำได้โดยธรรมชาติของมัน เรามี เห็นไหม ทุกข์ยากขนาดไหน เราทุกข์อยู่ขนาดไหน เราเดือดร้อนขนาดไหน ถ้าเรามีความอดทนอยู่ สุดท้ายแล้วสิ่งนี้เป็นอนิจจัง ความทุกข์นี้ก็เป็นอนิจจัง สิ่งใดเป็นความทุกข์ เห็นไหม ความทุกข์เป็นอนัตตา สิ่งที่เป็นอนัตตามันต้องแปรสภาพของมันตลอดไป เราทุกข์ขนาดไหน เราทนได้มันก็ต้องแปรสภาพของมันตลอดไป มันเป็นอนิจจังอยู่แล้วเกิดดับในหัวใจ

ไม่เห็นสภาวะสิ่งนี้ไง ถ้าจิตสงบเข้าไปแล้วถึงจะจับต้องสิ่งนี้ได้ ผู้ที่เห็นทุกข์ไง ทุกข์นี้ควรกำหนด สมุทัยควรละ แต่พวกเราอยากจะละทุกข์ๆ เราจะละทุกข์กันหมดเลย เราบอกนี่เป็นความทุกข์ ผลที่เกิดขึ้นนี่เป็นวิบากนี่เป็นความทุกข์ทั้งหมดเลย ไม่พอใจๆ

มันเป็นผลแล้ว มันจะไปชำระได้อย่างไร สิ่งที่มันเป็นผลแล้ว มันต้องย้อนกลับ เห็นไหม ย้อนกลับว่าสิ่งนี้เกิดจากอะไร?

เกิดจากสมุทัย เกิดจากความไม่พอใจ เราเกิดเป็นมนุษย์ เราก็ไม่พอใจความเป็นมนุษย์ของเรา เราอยากเกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม เราเกิดอยากมีความสุข สุขของเขาเป็นความสุขอันหนึ่ง แต่เขาก็เป็นอนิจจังเหมือนกัน เป็นสภาวะของภพ เป็นกฎของไตรลักษณ์ มันเป็นกฎของไตรลักษณ์ที่ต้องหมุนเวียนไป

สภาวะของมนุษย์ก็เหมือนกัน สรรพสิ่งโลกนี้เป็นเหมือนกัน มีค่าเหมือนกัน เราเทียบมนุษย์เราไง เทียบมนุษย์เรากับภพชาติต่างๆ เขาก็แปรสภาพ เราก็แปรสภาพ มันถึงจะสลดสังเวชไง มันถึงจะเห็นคุณค่าของชีวิต

คุณค่าของชีวิตเกิดขึ้นมาแล้วพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาสอนเรื่องขึ้นมาให้ชำระจิตใจของเราขึ้นมา ทาน ศีล ภาวนา ทานนี้เป็นส่วนหนึ่ง ขับไสเป็นคุณงามความดีเป็นคุณงามความดีแน่นอน ศีลคือความปกติของใจ ถ้าใจปกติ มันก็ไม่ทำความผิดของมันขึ้นมา

แต่สิ่งนี้มีศีลแล้วต้องมีธรรม ธรรมเห็นไหม เกิดปัญญา ปัญญาเป็นธรรมขึ้นมา ถ้าเรามีศีลขึ้นมา เราไม่ใช้ปัญญาของเราขึ้นมา ศีลก็ทำความปกติของใจ ทำให้จิตเรานี่เป็นแค่วัตถุอันหนึ่งเท่านั้นเหรอ?

จิตของเรามันมีความรู้สึก มีความทุกข์ความยาก ความทุกข์ความยากเกิดให้เป็นความสุขได้ ความสุขในการชำระกิเลสมันจะปล่อยวางเป็นชั้นเป็นคราวขึ้นมา มันจะปล่อยวาง เหมือนเราชนะตนนะ เราเคยมีอำนาจ เราเคยแพ้ตัวเอง ตัวเองคิดอะไรก็ต้องเป็นความคิดนั้น แล้วมีปัญญาใคร่ครวญชนะความคิดตัวเอง นี่ถามตัวเองสิมีความสุขไหม?

ถ้าคนเอาเราไว้ในอำนาจของเราได้ เราจะมีความสุขมาก มีความสุขว่าสิ่งที่คิดขึ้นมามันเป็นสิ่งที่ขับไส เป็นสิ่งที่เหนืออำนาจของเรา เราไม่ต้องการสิ่งนั้นได้ เราแยกแยะสิ่งนี้ได้ นี่สัมมาสมาธิแยกตรงนี้ได้ มันถึงความสงบเข้ามา

แล้วปัญญาใคร่ครวญมัน นี้เป็นอนิจจังให้เห็นตามความเป็นจริง มันจะเห็นตามความเป็นจริงถ้ามันเป็นจริง แต่เห็นตามความคิดของเรานี่มันเป็นสัญญา มันเป็นการคาดหมาย จะเห็นจากความรู้สึกก็เป็นความคาดหมายเพราะมันเป็นสัญญา เพราะสัญญาทำงาน

สัญญาทำงานก่อนถึงเป็นสังขารปรุงแต่ง เป็นรูปของจิตหมุนออกไป แล้วมันก็มีอำนาจเหนือเราตลอดไป นี่มันก็เป็นสัญญา เหมือนกับความเข้าใจมันจะรู้นะ สภาวธรรมที่เกิดขึ้น ปฏิบัติขึ้นจะรู้แล้วปล่อยวางๆ ปล่อยวางนี่ไม่สมุจเฉทปหาน แต่เมื่อใดมัคคสามัคคีรวมตัวขึ้นมาสมุจเฉทปหาน ปัญญาอันนั้นชำระกิเลส

นี่เกิดขึ้นมาจากใจ ใจนี้เวลาแพ้ขึ้นมาแพ้เป็นกรูดๆ ถอยร่นนะ แต่เวลาชนะขึ้นมา มันมีอำนาจที่ว่าใคร่ครวญได้ใคร่ครวญได้ ปัญญาจะเกิดขึ้นมาชำระกิเลสอันนี้ ถ้าอันนี้ขาดขึ้นไป นี่เป็นอกุปปธรรม เป็นพระขึ้นมาจากวันพระไง

วันพระก็เป็นวันพระที่ว่าเป็นปฏิทินเพื่อจะให้เรามีวันหยุด เพื่อให้เราทำบุญกุศล แต่ถ้าใครทำพระกับใจเป็นอันเดียวกัน นางวิสาขาเป็นคฤหัสถ์เหมือนกัน แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า “เป็นพระโสดาบัน” เห็นไหม เป็นพระขึ้นมาเกิดจากใจ

ถ้าพระเกิดขึ้นมาจากใจเป็นพระจากใจ เดินไปไหนก็เป็นพระ นอนก็เป็นพระ นั่งที่ไหนก็เป็นพระ มีความสุขจากใจขึ้นมาส่วนหนึ่ง จนวิปัสสนาจนถึงที่สุดปล่อยวางกิเลสทั้งหมดนั้นเป็นวิมุตติสุข ถึงจะมีความสุขทั้งหมดในหัวใจ นั้นเป็นผลของพระโดยสมบูรณ์ในใจนั้น ถ้าพระสมบูรณ์ในใจนั้น นั่นมีความปรารถนา ความปรารถนาสมความปรารถนาแล้วมันก็มีความสุขกับเรา นั้นเป็นเรื่องของวันพระ เอวัง